<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>น้ำมันรั่วในทะเล &#8211; ระบบประเมินและติดตามระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง</title>
	<atom:link href="https://news.marineportal.gistda.or.th/category/oilspill/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://news.marineportal.gistda.or.th</link>
	<description>Marine GI Portal</description>
	<lastBuildDate>Tue, 28 Apr 2026 09:31:36 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=7.1.2</generator>

<image>
	<url>https://news.marineportal.gistda.or.th/wp-content/uploads/2026/04/cropped-favicon-32x32.png</url>
	<title>น้ำมันรั่วในทะเล &#8211; ระบบประเมินและติดตามระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง</title>
	<link>https://news.marineportal.gistda.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>จากข้อมูลสู่ขุมพลัง…เจาะลึก “โครงสร้างทางธรณีวิทยา” แนวทางการสำรวจน้ำมันและบทบาทของเทคโนโลยีดาวเทียม</title>
		<link>https://news.marineportal.gistda.or.th/2026/04/28/%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%82%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%88/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 28 Apr 2026 09:31:32 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[น้ำมันรั่วในทะเล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://news.marineportal.gistda.or.th/?p=1046</guid>

					<description><![CDATA[ในยุคการแข่งขันด้านเศรษฐกิจ และเทคโนโลยี ทรัพยากรธรรมชา [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<figure class="wp-block-image size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://news.marineportal.gistda.or.th/wp-content/uploads/2026/04/test2-819x1024.jpg" alt="" class="wp-image-1047" srcset="https://news.marineportal.gistda.or.th/wp-content/uploads/2026/04/test2-819x1024.jpg 819w, https://news.marineportal.gistda.or.th/wp-content/uploads/2026/04/test2-240x300.jpg 240w, https://news.marineportal.gistda.or.th/wp-content/uploads/2026/04/test2-768x960.jpg 768w, https://news.marineportal.gistda.or.th/wp-content/uploads/2026/04/test2-1229x1536.jpg 1229w, https://news.marineportal.gistda.or.th/wp-content/uploads/2026/04/test2-1639x2048.jpg 1639w, https://news.marineportal.gistda.or.th/wp-content/uploads/2026/04/test2-scaled.jpg 2048w" sizes="(max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>



<p class="wp-block-paragraph">ในยุคการแข่งขันด้านเศรษฐกิจ และเทคโนโลยี ทรัพยากรธรรมชาติจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญ เช่น น้ำมันดิบ ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ เพื่อแปรรูปมาเป็นพลังงานในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะ “น้ำมัน” ซึ่งนำมาใช้ประโยชน์ตั้งแต่การผลิต การขนส่ง รวมถึงใช้ในชีวิตประจำวัน</p>



<p class="wp-block-paragraph">น้ำมัน (Refined Petroleum Products) เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นน้ำมันดิบ โดยมีองค์ประกอบหลักเป็นสารในกลุ่มไฮโดรคาร์บอน ซึ่งประกอบด้วยคาร์บอนและไฮโดรเจน รวมถึงสารประกอบอื่นในปริมาณเล็กน้อย ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ถูกนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในภาคพลังงาน การคมนาคมขนส่ง และการผลิตกระแสไฟฟ้า ส่งผลให้ความต้องการสำรวจและผลิตน้ำมันดิบเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง</p>



<p class="wp-block-paragraph">ปิโตรเลียมมีแหล่งกำเนิดจากการสะสมและย่อยสลายของซากสิ่งมีชีวิตภายใต้สภาวะไร้ออกซิเจน เมื่อถูกทับถมเป็นเวลานาน สารอินทรีย์จะเปลี่ยนสภาพเป็นคีโรเจน หากมีการสะสมอยู่ในปริมาณมากพอที่จะให้กําเนิดปิโตรเลียมได้ เรียกว่า หินต้นกำเนิด (Source Rock) เมื่อหินต้นกำเนิดได้รับพลังงานความร้อนและความดันที่เหมาะสม คีโรเจนจะเกิดกระบวนการแปรสภาพกลายเป็นปิโตรเลียม จากนั้นจะเคลื่อนที่ผ่านรอยแตก รอยแยกและรูพรุนของชั้นหินไปสะสมในชั้นหินกักเก็บ (Reservoir) เช่น หินทรายหรือหินคาร์บอเนต โดยมีชั้นหินปิดทับ (Cap Rock) เพื่อกักเก็บปิโตรเลียมไว้ โดยทั่วไปมักพบโครงสร้างทางธรณีวิทยาที่เหมาะจะเป็นโครงสร้างปิดกั้น (Trap) และสะสมตัวของปิโตรเลียม เช่น โครงสร้างรูปโค้งประทุนคว่ำ (Anticline Trap) โครงสร้างรูปรอยเลื่อนของชั้นหิน (Fault Trap) โครงสร้างรูปโดม (Domal Trap) เป็นต้น ทำหน้าที่ป้องกันการรั่วไหลของปิโตรเลียมและลดการสัมผัสกับออกซิเจน อันช่วยชะลอกระบวนการย่อยสลาย ทั้งนี้ กระบวนการกำเนิด การเคลื่อนที่ และการสะสมตัวของปิโตรเลียมต้องเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและสอดคล้องกัน หากขาดปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง จะไม่สามารถก่อให้เกิดแหล่งปิโตรเลียมที่มีศักยภาพในเชิงเศรษฐกิจได้<br></p>



<p class="wp-block-paragraph">ประเทศไทยมีการสำรวจแหล่งพลังงานธรรมชาติใต้ดิน เช่น น้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ แหล่งปิโตรเลียมในประเทศไทยกระจายตัวอยู่พื้นที่แอ่งสะสมตะกอน เชื่อมโยงกับรอยเลื่อนของชั้นหินยุคเทอเชียร์รีในภาคเหนือ (แหล่งฝาง) ภาคกลาง (แหล่งสิริกิติ์ วิเชียรบุรี สุพรรณบุรี และกำแพงแสน) และอ่าวไทย โดยค้นพบน้ำมันครั้งแรกปี พ.ศ. 2461 บริเวณอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ หลังจากนั้นจึงเริ่มสำรวจอย่างจริงจัง โดยแหล่งน้ำมันบนบกที่ขนาดใหญ่และสำคัญที่สุดคือ “แหล่งสิริกิติ์” บริเวณรอยต่อ 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกำแพงเพชร สุโขทัย และพิษณุโลก จากข้อมูลเดือนมกราคม 2569 ของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงานรายงานว่า แหล่งสิริกิติ์มีศักยภาพในการผลิตน้ำมันดิบ 23,321.90 บาร์เรลต่อวัน แต่ปริมาณน้ำมันที่พบในไทยมากกว่า 70% กระจายอยู่ในพื้นที่อ่าวไทย</p>



<p class="wp-block-paragraph">“ประเทศไทยมีการค้นพบน้ำมัน แต่ทำไมปริมาณไม่เพียงพอต่อการใช้งาน” เพราะขนาดแหล่งน้ำมันดิบของไทยส่วนใหญ่เป็นแหล่งขนาดเล็กถึงปานกลาง ลักษณะที่พบคือ น้ำมันดิบจะกระจายตัวอยู่ตามรอยแยกหรือแตกของหินเรียกว่า “กระเปาะ” ยากต่อการสำรวจและขุดเจาะ เพราะมีกระบวนการหลายขั้นตอนและปริมาณน้ำมันดิบใต้ดินที่น้อย โดยเฉลี่ยแล้วประเทศไทยมีการผลิตจากทุกแหล่งทั้งหมดในประเทศเพียงแค่ 101,345.72 บาร์เรลต่อวัน คิดเป็น 10% ของปริมาณความต้องการของคนทั้งประเทศ จำเป็นต้องนำเข้าน้ำมันดิบเพื่อนำมากลั่นในโรงกลั่นน้ำมันภายในประเทศเพิ่มเติม</p>



<p class="wp-block-paragraph">ด้วยวิวัฒนาการทางเทคโนโลยี ดาวเทียมจึงเข้ามามีบทบาทในการสำรวจแหล่งกำเนิดปิโตรเลียมมากขึ้น โดยนำเทคโนโลยีการสำรวจระยะไกล หรือ (Remote Sensing) มาประยุกต์ใช้ในการค้นหา เพื่อประเมินพื้นที่และศักยภาพ พร้อมระบุแหล่งสะสมปิโตรเลียมใต้ดินเบื้องต้นผ่านการวิเคราะห์ร่วมกับระบบภูมิสารสนเทศ (GIS) จากการตรวจับสัญญาณดาวเทียมที่แสดงพื้นผิวของโลกในวงกว้าง แต่ละพื้นที่จะมีการดูดกลืนค่าแสงต่างกันทำให้เห็นความต่างของพื้นที่สามารถแสดงข้อมูล เช่น ลักษณะภูมิประเทศ แหล่งน้ำ พืชพรรณ สามารถนำมาวิเคราะห์เพื่อเป็นข้อมูลสนับสนุนการสำรวจ ดังนี้</p>



<p class="wp-block-paragraph">1) การวิเคราะห์ลักษณะภูมิประเทศ สามารถใช้ข้อมูล DEM จากดาวเทียมและข้อมูลภาพ LiDAR แสดงเป็นแบบจำลองภูมิประเทศ 3 มิติ แสดงรูปร่าง ความสูงของภูมิประเทศ ทิศทางน้ำ เพื่อให้วิศวกรและนักธรณีวิทยาสามารถค้นหา ประเมินตำแหน่งที่เหมาะสมในการขุดเจาะ วางแผนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ตำแหน่งที่ตั้งของโรงกลั่น ท่อขนส่งน้ำมัน เป็นต้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">2) การสร้างแผนที่โครงสร้างทางธรณีวิทยา ภาพจากดาวเทียมที่มีความละเอียดสูงตรวจจับได้จากการสะท้อนคลื่นที่ตาของดาวเทียมมองเห็น (VNIR) ร่วมกับคลื่น (SWIR) ซึ่งสามารถตีความแนวรอยเลื่อน แอ่งตะกอน การเปลี่ยนแปลงของหิน รวมถึงกำหนดลักษณะเฉพาะของหินแต่ละประเภทมาเป็นตัวแปรเพื่อจำแนก อาจนำอัตราการระบายน้ำ สิ่งปกคลุมดินและสภาพแวดล้อมมาร่วมวิเคราะห์ ซึ่งบ่งชี้โครงสร้างทางธรณีวิทยาที่อาจเป็นแหล่งที่มีปิโตรเลียมสะสมอยู่</p>



<p class="wp-block-paragraph">3) การตรวจจับการรั่วซึมของปิโตรเลียม จากการการระเหยของไฮโดรคาร์บอนที่ซึมออกมาเหนือผิวดินหรือน้ำ รวมถึงติดตามความผิดปกติของพืชพรรณที่มีผลจากไฮโดรคาร์บอนที่ซึมมายังผิวดิน อาจทำให้พืชมีความผิดปกติ ผ่านการใช้ข้อมูลดาวเทียมติดตามความเปลี่ยนแปลงของค่าดัชนีพืชพรรณ (NDVI)</p>



<p class="wp-block-paragraph">จริงอยู่ว่าดาวเทียมอาจไม่สามารถฉายภาพของแหล่งปิโตรเลียมได้โดยตรงแต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า เทคโนโลยีอวกาศคือ ขุมกำลังสำคัญที่ทำให้คาดการณ์ได้ในเบื้องต้น คัดกรองพื้นที่เป้าหมายที่มีศักยภาพจากโครงสร้างธรณีที่น่าสนใจ ซึ่งอาจเป็นแหล่งสะสมปิโตรเลียม รวมถึงแร่ธาตุสำคัญเพื่อสนับสนุนข้อมูลการสำรวจภาคสนามโดยคลื่นไหวสะเทือนและการขุดเจาะในลำดับถัดไป ครอบคลุมถึงประเมินผลกระทบของสิ่งแวดล้อมจากการขุดเจาะปิโตรเลียม การรั่วไหลของสารพิษ การทรุดตัวของดิน ทำให้สามารถทำงานได้รวดเร็วและแม่นยำมากยิ่งขึ้น ลดความเสี่ยงในการลงทุน ช่วยให้การบริหารจัดการทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
