<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ระบบประเมินและติดตามระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง</title>
	<atom:link href="https://news.marineportal.gistda.or.th/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://news.marineportal.gistda.or.th</link>
	<description>Marine GI Portal</description>
	<lastBuildDate>Fri, 07 Aug 2026 09:44:20 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=7.1</generator>

<image>
	<url>https://news.marineportal.gistda.or.th/wp-content/uploads/2026/04/cropped-favicon-32x32.png</url>
	<title>ระบบประเมินและติดตามระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง</title>
	<link>https://news.marineportal.gistda.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>เตรียมจับตา..!! ถ้าเกิด “ซูเปอร์เอลนีโญ” ขึ้นจริง วิกฤติสภาพอากาศและผลกระทบต่อไทย จะเป็นอย่างไรบ้าง?</title>
		<link>https://news.marineportal.gistda.or.th/2026/04/29/%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b2-%e0%b8%96%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%94-%e0%b8%8b%e0%b8%b9/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 29 Apr 2026 02:15:45 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[สถานการณ์อื่นๆ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://news.marineportal.gistda.or.th/?p=1070</guid>

					<description><![CDATA[ปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” (El Niño) เป็นสิ่งที่เรารู้จักกันด [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<figure class="wp-block-image size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="830" height="1024" src="https://news.marineportal.gistda.or.th/wp-content/uploads/2026/04/Screenshot-2569-04-29-at-09.13.07-830x1024.png" alt="" class="wp-image-1071" srcset="https://news.marineportal.gistda.or.th/wp-content/uploads/2026/04/Screenshot-2569-04-29-at-09.13.07-830x1024.png 830w, https://news.marineportal.gistda.or.th/wp-content/uploads/2026/04/Screenshot-2569-04-29-at-09.13.07-243x300.png 243w, https://news.marineportal.gistda.or.th/wp-content/uploads/2026/04/Screenshot-2569-04-29-at-09.13.07-768x948.png 768w, https://news.marineportal.gistda.or.th/wp-content/uploads/2026/04/Screenshot-2569-04-29-at-09.13.07-1245x1536.png 1245w, https://news.marineportal.gistda.or.th/wp-content/uploads/2026/04/Screenshot-2569-04-29-at-09.13.07-1660x2048.png 1660w, https://news.marineportal.gistda.or.th/wp-content/uploads/2026/04/Screenshot-2569-04-29-at-09.13.07.png 1940w" sizes="(max-width: 830px) 100vw, 830px" /></figure>



<p class="wp-block-paragraph">ปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” (El Niño) เป็นสิ่งที่เรารู้จักกันดีในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังของความแห้งแล้งและอากาศที่ร้อนจัด แต่เมื่ออุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกอุ่นขึ้นกว่าค่าเฉลี่ยอย่างรุนแรง (เกิน 1.5 ถึง 2 องศาเซลเซียส) เราจึงจะก้าวเข้าสู่สภาวะที่เรียกว่า “ซูเปอร์เอลนีโญ” (Super El Niño) ซึ่งนำมาซึ่งความแปรปรวนของสภาพอากาศที่รุนแรงและยาวนานกว่าปกติ สำหรับประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน วิกฤตนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของลมฟ้าอากาศ แต่เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจ และวิถีชีวิต (ซึ่งตอนนี้ยังไม่เกิดคาดว่าจะเริ่มเห็นชัดช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2569)</p>



<p class="wp-block-paragraph">ผลกระทบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อประเทศไทยและอาเซียน (หากเกิด)</p>



<p class="wp-block-paragraph">ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย เป็นหนึ่งในจุดเปราะบางที่สุดเมื่อเกิดซูเปอร์เอลนีโญ ผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจนมีดังนี้</p>



<p class="wp-block-paragraph">&#8211; วิกฤตภัยแล้งและการขาดแคลนน้ำ ปริมาณฝนจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ฝนทิ้งช่วงยาวนาน แหล่งน้ำธรรมชาติและอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่จะมีปริมาณน้ำกักเก็บลดลง กระทบโดยตรงต่อน้ำอุปโภคบริโภคและภาคอุตสาหกรรม</p>



<p class="wp-block-paragraph">&#8211; ผลกระทบด้านการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร ไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของโลก จะเผชิญปัญหาผลผลิตตกต่ำ (เช่น ข้าว น้ำตาล ปาล์มน้ำมัน) ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะสินค้าเกษตรขาดตลาดและราคาอาหารที่พุ่งสูงขึ้นทั่วโลก</p>



<p class="wp-block-paragraph">ปัญหาไฟป่าและฝุ่นควันข้ามพรมแดน (PM2.5) อากาศที่แห้งและร้อนจัดเป็นตัวเร่งให้เกิดไฟป่าได้ง่าย โดยเฉพาะในพื้นที่ป่าพรุของอินโดนีเซียและพื้นที่การเกษตรในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะทำให้ปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนทวีความรุนแรง กระทบต่อสุขภาพของประชาชนทั้งภูมิภาค</p>



<p class="wp-block-paragraph">&#8211; คลื่นความร้อน (Heatwave) อุณหภูมิที่พุ่งสูงทำลายสถิติส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง และทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้า (เพื่อทำความเย็น) พุ่งสูงจนอาจเกิดความไม่มั่นคงทางพลังงาน</p>



<p class="wp-block-paragraph">เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศสำคัญกับเรื่องนี้อย่างไร?<br></p>



<p class="wp-block-paragraph">ในยุคที่ข้อมูลคืออาวุธสำคัญที่สุด GISTDA ใช้เทคโนโลยีอวกาศเพื่อสนับสนุนการใช้งานและประยุกต์ใช้ในภารกิจต่างๆของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ<br></p>



<p class="wp-block-paragraph">&#8211; การติดตามสถานการณ์น้ำ (Water Monitoring) ใช้ภาพถ่ายจากดาวเทียม (เช่น ดาวเทียม THEOS-2) เพื่อประเมินพื้นที่ผิวน้ำทั่วประเทศแบบ near real-time ทำให้รู้ว่าอ่างเก็บน้ำหรือแหล่งน้ำธรรมชาติใดกำลังเข้าสู่ขั้นวิกฤต เพื่อวางแผนระบายหรือจัดสรรน้ำได้อย่างแม่นยำ</p>



<p class="wp-block-paragraph">&#8211; ประเมินความเสียหายและสุขภาพพืชพรรณ (Agricultural Assessment) ข้อมูลภูมิสารสนเทศสามารถวิเคราะห์ &#8220;ดัชนีความเขียวของพืช&#8221; หากพื้นที่ใดเริ่มมีสัญญาณความแห้งแล้ง สามารถส่งข้อมูลเตือนภัยให้หน่วยงานเกษตรเข้าไปช่วยเหลือ หรือแนะนำการปรับเปลี่ยนพืชล่วงหน้าก่อนที่ผลผลิตจะตายยืนต้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">&#8211; การตรวจจับจุดความร้อน (Hotspot Detection) ดาวเทียมสามารถตรวจจับจุดความร้อนที่เกิดจากไฟป่าหรือการเผาทางการเกษตรได้อย่างรวดเร็ว ไม่ใช่แค่ในไทยแต่คลุมทั้งอาเซียน ข้อมูลนี้ถูกนำไปใช้ในการสั่งการควบคุมและดับไฟป่า รวมถึงการวิเคราะห์สถานการณ์ฝุ่นควัน (สามารถติดตามข้อมูลผ่านแอปพลิเคชันอย่าง &#8220;เช็คฝุ่น&#8221;)</p>



<p class="wp-block-paragraph">&#8211; สนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย (Data-Driven Policy) GISTDA ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลเชิงพื้นที่ทั้งหมด จัดทำเป็นแผนที่เสี่ยงภัยแล้ง เพื่อให้คณะรัฐมนตรีหรือหน่วยงานบริหารจัดการน้ำ ใช้ตัดสินใจประกาศเขตพื้นที่ประสบภัยและอนุมัติงบประมาณช่วยเหลือได้อย่างมีหลักฐานอ้างอิง</p>



<p class="wp-block-paragraph">แผนการรับมือ การเตรียมพร้อมเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการลดความสูญเสีย</p>



<p class="wp-block-paragraph">1.การบริหารจัดการน้ำเชิงรุก รณรงค์ให้ทุกภาคส่วนประหยัดน้ำ กักเก็บน้ำในช่วงที่มีฝนตกลงมาให้ได้มากที่สุด และจัดสรรน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคเป็นอันดับแรก ควบคู่ไปกับการหาแหล่งน้ำสำรอง</p>



<p class="wp-block-paragraph">2.การปรับตัวภาคการเกษตร ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชใช้น้ำน้อย หรือพืชอายุสั้น เลื่อนเวลาการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับคาดการณ์ปริมาณฝน และการทำประกันภัยพืชผล</p>



<p class="wp-block-paragraph">3.ความร่วมมือระดับภูมิภาค (ASEAN) บังคับใช้และยกระดับข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดนอย่างจริงจัง เพื่อควบคุมการเผาในที่โล่งและไฟป่า</p>



<p class="wp-block-paragraph">4.การเฝ้าระวังด้านสาธารณสุข เตรียมระบบสาธารณสุขให้พร้อมรับมือกับโรคที่มากับความร้อน (Heatstroke) และโรคระบบทางเดินหายใจจาก PM2.5</p>



<p class="wp-block-paragraph">ซูเปอร์เอลนีโญเป็นภัยธรรมชาติที่เราไม่สามารถหยุดยั้งได้ แต่เราสามารถลดทอนผลกระทบได้อย่างมหาศาลหากมีการเตรียมความพร้อมที่ดี การบูรณาการแผนการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ประชาชน และการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอวกาศอย่างที่เต็มที่ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยและอาเซียนผ่านพ้นวิกฤตสภาพอากาศนี้ไปได้</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>“ ROV หุ่นยนต์สำรวจใต้น้ำ ” กับภารกิจสร้างแผนที่ 3 มิติใต้ทะเล ครั้งแรกในไทย</title>
		<link>https://news.marineportal.gistda.or.th/2026/04/29/rov-%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%88%e0%b9%83%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 29 Apr 2026 02:10:14 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[รายงานทางทะเล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://news.marineportal.gistda.or.th/?p=1067</guid>

					<description><![CDATA[การสร้างแผนที่ 3 มิติอาจไม่ใช่เรื่องใหม่หากเป็นโลกบนพื้ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="822" height="1024" src="https://news.marineportal.gistda.or.th/wp-content/uploads/2026/04/Screenshot-2569-04-29-at-09.06.13-822x1024.png" alt="" class="wp-image-1068" srcset="https://news.marineportal.gistda.or.th/wp-content/uploads/2026/04/Screenshot-2569-04-29-at-09.06.13-822x1024.png 822w, https://news.marineportal.gistda.or.th/wp-content/uploads/2026/04/Screenshot-2569-04-29-at-09.06.13-241x300.png 241w, https://news.marineportal.gistda.or.th/wp-content/uploads/2026/04/Screenshot-2569-04-29-at-09.06.13-768x956.png 768w, https://news.marineportal.gistda.or.th/wp-content/uploads/2026/04/Screenshot-2569-04-29-at-09.06.13-1234x1536.png 1234w, https://news.marineportal.gistda.or.th/wp-content/uploads/2026/04/Screenshot-2569-04-29-at-09.06.13-1645x2048.png 1645w, https://news.marineportal.gistda.or.th/wp-content/uploads/2026/04/Screenshot-2569-04-29-at-09.06.13.png 1942w" sizes="(max-width: 822px) 100vw, 822px" /></figure>



<p class="wp-block-paragraph">การสร้างแผนที่ 3 มิติอาจไม่ใช่เรื่องใหม่หากเป็นโลกบนพื้นแผ่นดินที่คุ้นเคย แต่นี่คือ “โลกใต้ทะเล” แหล่งผลิตออกซิเจน อาหาร และทรัพยากรที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ ที่วันนี้ “ทีมทะเล” จากสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ได้เปิดปฏิบัติการสำรวจทรัพยากรในโลกใต้ทะเล เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาสร้างเป็นแผนที่ 3 มิติใต้ทะเล ครั้งแรก! ในประเทศไทย</p>



<p class="wp-block-paragraph">โดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า “ ROV ” ยานสำรวจใต้ทะเล หรือ Remotely Operated Vehicle นักสำรวจตัวน้อยที่จะมาสำรวจโลกใต้ทะเล แทนนักดำน้ำเพื่อลดความเสี่ยงอันตรายต่อชีวิต&#8230;</p>



<p class="wp-block-paragraph">“นายวัชระ เกษเดช” นักภูมิสารสนเทศชำนาญการพิเศษ ฝ่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม GISTDA เปิดเผยว่า ด้วยจุดแข็งของ GISTDA ที่มีการเก็บข้อมูลด้านทะเลและชายฝั่งของไทยมากว่า 30 ปี เป้าหมายอนาคตที่สำคัญของทีมทะเล ก็คือ การสร้าง Digital Twin ฝาแฝดดิจิทัลของท้องทะเลไทย ซึ่งจะมีการพัฒนาระบบ Visualization หรือการแสดงผลภาพเสมือน สามารถแสดงผลข้อมูลต่าง ๆ ที่ตรวจวัดได้จากทุกเซนเซอร์ในทุกอุปกรณ์ ออกมาเป็นภาพรวมของทะเลที่มีข้อมูลใกล้เคียงกับเวลาปัจจุบันมากที่สุด</p>



<p class="wp-block-paragraph">และการสำรวจทรัพยากรในโลกใต้ทะเล ด้วยยานสำรวจใต้น้ำ “ ROV ” ที่สามารถเก็บข้อมูล สร้างแผนที่ใต้น้ำ 3 มิติ พร้อมระบุค่าพิกัดตำแหน่งได้ จะเป็นสิ่งที่เข้ามาช่วยเติมเต็ม “ Digital Twin ของท้องทะเลไทย” ให้ความสมบูรณ์มากขึ้นในอนาคต</p>



<p class="wp-block-paragraph">ทั้งนี้ GISTDA ได้เริ่มโครงการยานสำรวจใต้น้ำ “ ROV ” เมื่อปี 2567 และเริ่มเก็บข้อมูลในปี 2568 โดยนำร่องใน 2 พื้นที่เล็ก ๆ ที่บริเวณหมู่เกาะแสมสาร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี และเกาะทะลุ จ.ประจวบคีรีขันธ์</p>



<p class="wp-block-paragraph">สำหรับ “ ROV ” เป็นหุ่นยนต์ใต้น้ำที่ควบคุมจากระยะไกล โดยมีผู้ควบคุมอยู่บนผิวน้ำผ่านสายเคเบิล บันทึกภาพด้วยกล้องวิดีโอความละเอียดสูงระดับ 4 K สามารถดำน้ำได้ลึกถึง 200 เมตร และที่สำคัญสามารถระบุค่าพิกัดตำแหน่งใต้ท้องทะเลได้อย่างแม่นยำ</p>



<p class="wp-block-paragraph">ที่ผ่านมา ยานสำรวจใต้น้ำ ROV ถูกใช้สำหรับภารกิจการสำรวจ เก็บข้อมูล และทำงานใต้น้ำลึกที่มนุษย์หรือนักดำน้ำไม่สามารถเข้าถึงได้ง่าย เช่น สำรวจซากเรือ ตรวจสอบท่อส่งน้ำมัน งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ และการก่อสร้างใต้น้ำ เป็นต้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">ซึ่งในโครงการของ GISTDA ครั้งนี้ ภารกิจหลักของนักสำรวจอย่าง ROV คือ การลงไปสำรวจทรัพยากรในโลกใต้ทะเล เพื่อทำข้อมูลภูมิสารสนเทศ โดยเฉพาะการประเมินสถานภาพของ “ปะการัง” ซึ่งเป็นระบบนิเวศที่สำคัญที่สุดของใต้ท้องทะเล ที่จะบ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ และเป็นที่อยู่ของสัตว์ทะเลต่าง ๆ และนำข้อมูลที่ได้มาสร้างเป็นแผนที่ใต้น้ำ 3 มิติ ซึ่งนอกจากจะใช้ประโยชน์ทางด้านงานวิจัยในการติดตามการเปลี่ยนแปลงเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรใต้ท้องทะเลแล้ว ยังสามารถนำไปสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการดำน้ำได้อีกด้วย</p>



<p class="wp-block-paragraph">ปัจจุบัน การสำรวจของ ROV ในพื้นที่นำร่องของทีมทะเล อยู่ระหว่างขั้นตอนการเก็บข้อมูล ประเมินผลและสร้างเป็นแผนที่ 3 มิติใต้น้ำที่ในประเทศไทยยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน ซึ่งทีมงานมีเป้าหมายต่อไปคือ พัฒนาการสำรวจให้ครอบคลุมพื้นที่กว้างขึ้นและมีความเสถียรมากขึ้น เพื่อต่อยอดสร้าง Digital Twin ของโลกใต้น้ำในอนาคต ขณะที่การทำ Visualization ข้อมูลภาพรวมของท้องทะเลไทยเฉพาะบริเวณผิวน้ำ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปลายปี 2569</p>



<p class="wp-block-paragraph">ทั้งหมดนี้ก็คือ การบูรณาการข้อมูลและเทคโนโลยีอวกาศ มาใช้ประโยชน์เพื่อบริหารจัดการพื้นที่ทางทะเลและชายฝั่ง ซึ่งจะนำไปสู่การอนุรักษ์ทรัพยากรทะเลไทยได้อย่างยั่งยืน</p>



<p class="wp-block-paragraph"></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ถอดรหัส Artemis Program vs Artemis Accords ต่างกันอย่างไร?</title>
		<link>https://news.marineportal.gistda.or.th/2026/04/28/%e0%b8%96%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%aa-artemis-program-vs-artemis-accords-%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 28 Apr 2026 09:38:57 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารทั่วไป]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://news.marineportal.gistda.or.th/?p=1052</guid>

					<description><![CDATA[ในยุคที่มนุษยชาติกำลังนับถอยหลังสู่การกลับไปเยือนดวงจัน [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="722" src="https://news.marineportal.gistda.or.th/wp-content/uploads/2026/04/Screenshot-2569-04-28-at-16.34.34-1-1024x722.png" alt="" class="wp-image-1054" srcset="https://news.marineportal.gistda.or.th/wp-content/uploads/2026/04/Screenshot-2569-04-28-at-16.34.34-1-1024x722.png 1024w, https://news.marineportal.gistda.or.th/wp-content/uploads/2026/04/Screenshot-2569-04-28-at-16.34.34-1-300x212.png 300w, https://news.marineportal.gistda.or.th/wp-content/uploads/2026/04/Screenshot-2569-04-28-at-16.34.34-1-768x542.png 768w, https://news.marineportal.gistda.or.th/wp-content/uploads/2026/04/Screenshot-2569-04-28-at-16.34.34-1-1536x1084.png 1536w, https://news.marineportal.gistda.or.th/wp-content/uploads/2026/04/Screenshot-2569-04-28-at-16.34.34-1-2048x1445.png 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p class="wp-block-paragraph">ในยุคที่มนุษยชาติกำลังนับถอยหลังสู่การกลับไปเยือนดวงจันทร์อีกครั้ง &#8220;อวกาศ&#8221; ไม่ใช่เรื่องไกลตัว หรือเป็นเพียงความฝันในภาพยนตร์ไซไฟอีกต่อไป แต่คือ &#8220;เศรษฐกิจใหม่&#8221; (Space Economy) และเวทีการทูตระดับโลกที่ทุกประเทศต่างมุ่งหวังที่จะมีส่วนร่วม คำถามที่หลายคนอาจจะยังสงสัยคือ โครงการยักษ์ใหญ่อย่าง Artemis Program และ Artemis Accords ของ NASA นั้นแตกต่างกันอย่างไร? และที่สำคัญ ประเทศไทยของเราอยู่ตรงจุดไหนในสมการระดับจักรวาลนี้? วันนี้เราจะมาเจาะลึกถึงความก้าวหน้า ความพร้อม และความโดดเด่นของ GISTDA (สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ) ที่กำลังพลิกโฉมประเทศไทยจาก &#8220;ผู้ใช้งาน&#8221; สู่ &#8220;ผู้ร่วมสร้าง&#8221; ในเวทีอวกาศระดับนานาชาติ</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>Artemis Accords และ Artemis Program ต่างกันอย่างไร?</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">เพื่อให้เข้าใจบริบทของการแข่งขันด้านอวกาศในโลกปัจจุบัน เราต้องแยกความหมายและบทบาทของสองคำนี้ออกจากกันอย่างชัดเจน</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>Artemis Program (โครงการอาร์เทมิส)</strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">คือ &#8220;ตัวโครงการปฏิบัติการทางอวกาศ&#8221; ที่นำโดยองค์การ NASA ของสหรัฐอเมริกา โดยมีเป้าหมายเชิงประจักษ์ในการส่งมนุษย์ (รวมถึงผู้หญิงและคนผิวสีคนแรก) กลับไปเหยียบดวงจันทร์ โครงการนี้ครอบคลุมตั้งแต่การสร้างจรวด SLS, ยานอวกาศ Orion, การสร้างสถานีฐานบนผิวดวงจันทร์ (Lunar Base) และสถานีอวกาศโคจรรอบดวงจันทร์ (Gateway) เพื่อใช้เป็นจุดแวะพักในการเรียนรู้และทดสอบเทคโนโลยี ก่อนที่จะก้าวไปสู่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าในอนาคต นั่นคือการส่งมนุษย์เดินทางต่อไปยังดาวอังคาร</p>



<h3 class="wp-block-heading"><strong>Artemis Accords (ข้อตกลงอาร์เทมิส)</strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">คือ &#8220;กรอบความร่วมมือและกติกาสากล&#8221; ทางการทูตและกฎหมาย ว่าด้วยหลักการสำรวจและใช้ประโยชน์จากอวกาศ ดวงจันทร์ ดาวอังคาร และดาวเคราะห์น้อยอย่างสันติ โปร่งใส และยั่งยืน การลงนามในข้อตกลงนี้ ไม่ได้หมายความว่าประเทศนั้นๆ จะต้องสร้างจรวดไปดวงจันทร์ด้วยตนเอง แต่เป็นการแสดงจุดยืนร่วมกันในประชาคมโลก ว่าจะปฏิบัติตามกติกาที่ยอมรับร่วมกัน เช่น การช่วยเหลือบรรเทาภัยนักบินอวกาศ การเปิดเผยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ต่อสาธารณะ การปกป้องแหล่งมรดกทางประวัติศาสตร์บนดวงจันทร์ และการจัดการขยะอวกาศอย่างมีความรับผิดชอบ</p>



<h3 class="wp-block-heading">ณ วันนี้ ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงผู้ชมที่เฝ้ามองดวงดาวอีกต่อไป ความพร้อมและบทบาทของเราในเวทีอวกาศสากลมีความโดดเด่นและน่าจับตามองในหลายมิติ ดังนี้</h3>



<p class="wp-block-paragraph">1. การก้าวเข้าสู่สมาชิก Artemis Accords อย่างเป็นทางการ</p>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2567 ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการลงนามเข้าร่วม Artemis Accords ทำให้เรากลายเป็นสมาชิกลำดับที่ 51 ของโลก และเป็นประเทศที่ 2 ในภูมิภาคอาเซียน (รองจากสิงคโปร์) ซึ่งการลงนามครั้งนี้เปรียบเสมือนการเปิดประตูบานใหญ่สู่การถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยีขั้นสูง และการร่วมลงทุนกับกลุ่มชาติตะวันตก</p>



<p class="wp-block-paragraph">2. นโยบายการทูตอวกาศแบบสมดุล (Space Diplomacy)</p>



<p class="wp-block-paragraph">ความโดดเด่นอย่างหนึ่งของยุทธศาสตร์ชาติไทยคือ นอกจากการร่วมมือกับฝั่งสหรัฐฯ ผ่าน Artemis Accords แล้ว ก่อนหน้านี้ไทยยังได้ร่วมลงนามในโครงการสถานีวิจัยนานาชาติบนดวงจันทร์ (ILRS) ซึ่งริเริ่มโดยประเทศจีนและรัสเซียด้วย ท่าทีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมและความชาญฉลาดด้านการทูตเชิงยุทธศาสตร์ ที่ไทยสามารถวางตัวเป็น &#8220;พันธมิตรในการพัฒนาวิทยาศาสตร์เพื่อสันติ&#8221; กับทุกขั้วมหาอำนาจได้อย่างสมดุล เปิดรับผลประโยชน์สูงสุดเข้าสู่ประเทศ</p>



<p class="wp-block-paragraph">3. การเปลี่ยนผ่านจาก &#8220;ผู้ใช้&#8221; สู่ &#8220;ผู้สร้าง&#8221;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ไทยกำลังเปลี่ยนผ่านยุทธศาสตร์จากการเป็นเพียงประเทศที่ซื้อเทคโนโลยีหรือเป็นแค่ผู้ใช้ข้อมูลดาวเทียม มาเป็นผู้ร่วมวิจัยและพัฒนา (Co-developer) สร้างโอกาสให้กลุ่มนักวิจัย สตาร์ทอัพ และผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของอุตสาหกรรมอวกาศและอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงระดับโลกได้</p>



<p class="wp-block-paragraph">ความแตกต่างระหว่างโครงการอาร์เทมิสและข้อตกลงอาร์เทมิส คือภาพสะท้อนของการผสมผสานระหว่าง &#8220;ความทะเยอทะยานทางวิทยาศาสตร์&#8221; และ &#8220;กติกาความร่วมมือของมวลมนุษยชาติ&#8221; สำหรับประเทศไทยแล้ว การตัดสินใจก้าวเข้าสู่สมรภูมิอวกาศในยุคปัจจุบัน ไม่ใช่การแข่งขันเพื่อนำธงชาติไปปักบนดวงจันทร์เพื่ออวดอ้างบารมี แต่คือการดึงเอาเทคโนโลยี นวัตกรรม และโอกาสทางเศรษฐกิจอันมหาศาลกลับลงมาสู่พื้นโลกเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่ง GISTDA ในวันนี้ได้ดำเนินการเป็นผู้นำทางการทูตอวกาศ ผลักดันระบบนิเวศอุตสาหกรรมผ่านวิสัยทัศน์ Spaceport และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อแก้ปัญหาปากท้องและสิ่งแวดล้อม เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่า &#8220;อวกาศ&#8221; ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่คือ &#8220;กุญแจสำคัญ&#8221; ที่จะปลดล็อกศักยภาพของประเทศไทย ให้ก้าวไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน ก้าวล้ำ และแข็งแกร่งบนเวทีโลกได้อย่างเต็มภาคภูมิ</p>



<p class="wp-block-paragraph"></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จากข้อมูลสู่ขุมพลัง…เจาะลึก “โครงสร้างทางธรณีวิทยา” แนวทางการสำรวจน้ำมันและบทบาทของเทคโนโลยีดาวเทียม</title>
		<link>https://news.marineportal.gistda.or.th/2026/04/28/%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%82%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%88/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 28 Apr 2026 09:31:32 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[น้ำมันรั่วในทะเล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://news.marineportal.gistda.or.th/?p=1046</guid>

					<description><![CDATA[ในยุคการแข่งขันด้านเศรษฐกิจ และเทคโนโลยี ทรัพยากรธรรมชา [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://news.marineportal.gistda.or.th/wp-content/uploads/2026/04/test2-819x1024.jpg" alt="" class="wp-image-1047" srcset="https://news.marineportal.gistda.or.th/wp-content/uploads/2026/04/test2-819x1024.jpg 819w, https://news.marineportal.gistda.or.th/wp-content/uploads/2026/04/test2-240x300.jpg 240w, https://news.marineportal.gistda.or.th/wp-content/uploads/2026/04/test2-768x960.jpg 768w, https://news.marineportal.gistda.or.th/wp-content/uploads/2026/04/test2-1229x1536.jpg 1229w, https://news.marineportal.gistda.or.th/wp-content/uploads/2026/04/test2-1639x2048.jpg 1639w, https://news.marineportal.gistda.or.th/wp-content/uploads/2026/04/test2-scaled.jpg 2048w" sizes="auto, (max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>



<p class="wp-block-paragraph">ในยุคการแข่งขันด้านเศรษฐกิจ และเทคโนโลยี ทรัพยากรธรรมชาติจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญ เช่น น้ำมันดิบ ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ เพื่อแปรรูปมาเป็นพลังงานในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะ “น้ำมัน” ซึ่งนำมาใช้ประโยชน์ตั้งแต่การผลิต การขนส่ง รวมถึงใช้ในชีวิตประจำวัน</p>



<p class="wp-block-paragraph">น้ำมัน (Refined Petroleum Products) เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นน้ำมันดิบ โดยมีองค์ประกอบหลักเป็นสารในกลุ่มไฮโดรคาร์บอน ซึ่งประกอบด้วยคาร์บอนและไฮโดรเจน รวมถึงสารประกอบอื่นในปริมาณเล็กน้อย ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ถูกนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในภาคพลังงาน การคมนาคมขนส่ง และการผลิตกระแสไฟฟ้า ส่งผลให้ความต้องการสำรวจและผลิตน้ำมันดิบเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง</p>



<p class="wp-block-paragraph">ปิโตรเลียมมีแหล่งกำเนิดจากการสะสมและย่อยสลายของซากสิ่งมีชีวิตภายใต้สภาวะไร้ออกซิเจน เมื่อถูกทับถมเป็นเวลานาน สารอินทรีย์จะเปลี่ยนสภาพเป็นคีโรเจน หากมีการสะสมอยู่ในปริมาณมากพอที่จะให้กําเนิดปิโตรเลียมได้ เรียกว่า หินต้นกำเนิด (Source Rock) เมื่อหินต้นกำเนิดได้รับพลังงานความร้อนและความดันที่เหมาะสม คีโรเจนจะเกิดกระบวนการแปรสภาพกลายเป็นปิโตรเลียม จากนั้นจะเคลื่อนที่ผ่านรอยแตก รอยแยกและรูพรุนของชั้นหินไปสะสมในชั้นหินกักเก็บ (Reservoir) เช่น หินทรายหรือหินคาร์บอเนต โดยมีชั้นหินปิดทับ (Cap Rock) เพื่อกักเก็บปิโตรเลียมไว้ โดยทั่วไปมักพบโครงสร้างทางธรณีวิทยาที่เหมาะจะเป็นโครงสร้างปิดกั้น (Trap) และสะสมตัวของปิโตรเลียม เช่น โครงสร้างรูปโค้งประทุนคว่ำ (Anticline Trap) โครงสร้างรูปรอยเลื่อนของชั้นหิน (Fault Trap) โครงสร้างรูปโดม (Domal Trap) เป็นต้น ทำหน้าที่ป้องกันการรั่วไหลของปิโตรเลียมและลดการสัมผัสกับออกซิเจน อันช่วยชะลอกระบวนการย่อยสลาย ทั้งนี้ กระบวนการกำเนิด การเคลื่อนที่ และการสะสมตัวของปิโตรเลียมต้องเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและสอดคล้องกัน หากขาดปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง จะไม่สามารถก่อให้เกิดแหล่งปิโตรเลียมที่มีศักยภาพในเชิงเศรษฐกิจได้<br></p>



<p class="wp-block-paragraph">ประเทศไทยมีการสำรวจแหล่งพลังงานธรรมชาติใต้ดิน เช่น น้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ แหล่งปิโตรเลียมในประเทศไทยกระจายตัวอยู่พื้นที่แอ่งสะสมตะกอน เชื่อมโยงกับรอยเลื่อนของชั้นหินยุคเทอเชียร์รีในภาคเหนือ (แหล่งฝาง) ภาคกลาง (แหล่งสิริกิติ์ วิเชียรบุรี สุพรรณบุรี และกำแพงแสน) และอ่าวไทย โดยค้นพบน้ำมันครั้งแรกปี พ.ศ. 2461 บริเวณอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ หลังจากนั้นจึงเริ่มสำรวจอย่างจริงจัง โดยแหล่งน้ำมันบนบกที่ขนาดใหญ่และสำคัญที่สุดคือ “แหล่งสิริกิติ์” บริเวณรอยต่อ 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกำแพงเพชร สุโขทัย และพิษณุโลก จากข้อมูลเดือนมกราคม 2569 ของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงานรายงานว่า แหล่งสิริกิติ์มีศักยภาพในการผลิตน้ำมันดิบ 23,321.90 บาร์เรลต่อวัน แต่ปริมาณน้ำมันที่พบในไทยมากกว่า 70% กระจายอยู่ในพื้นที่อ่าวไทย</p>



<p class="wp-block-paragraph">“ประเทศไทยมีการค้นพบน้ำมัน แต่ทำไมปริมาณไม่เพียงพอต่อการใช้งาน” เพราะขนาดแหล่งน้ำมันดิบของไทยส่วนใหญ่เป็นแหล่งขนาดเล็กถึงปานกลาง ลักษณะที่พบคือ น้ำมันดิบจะกระจายตัวอยู่ตามรอยแยกหรือแตกของหินเรียกว่า “กระเปาะ” ยากต่อการสำรวจและขุดเจาะ เพราะมีกระบวนการหลายขั้นตอนและปริมาณน้ำมันดิบใต้ดินที่น้อย โดยเฉลี่ยแล้วประเทศไทยมีการผลิตจากทุกแหล่งทั้งหมดในประเทศเพียงแค่ 101,345.72 บาร์เรลต่อวัน คิดเป็น 10% ของปริมาณความต้องการของคนทั้งประเทศ จำเป็นต้องนำเข้าน้ำมันดิบเพื่อนำมากลั่นในโรงกลั่นน้ำมันภายในประเทศเพิ่มเติม</p>



<p class="wp-block-paragraph">ด้วยวิวัฒนาการทางเทคโนโลยี ดาวเทียมจึงเข้ามามีบทบาทในการสำรวจแหล่งกำเนิดปิโตรเลียมมากขึ้น โดยนำเทคโนโลยีการสำรวจระยะไกล หรือ (Remote Sensing) มาประยุกต์ใช้ในการค้นหา เพื่อประเมินพื้นที่และศักยภาพ พร้อมระบุแหล่งสะสมปิโตรเลียมใต้ดินเบื้องต้นผ่านการวิเคราะห์ร่วมกับระบบภูมิสารสนเทศ (GIS) จากการตรวจับสัญญาณดาวเทียมที่แสดงพื้นผิวของโลกในวงกว้าง แต่ละพื้นที่จะมีการดูดกลืนค่าแสงต่างกันทำให้เห็นความต่างของพื้นที่สามารถแสดงข้อมูล เช่น ลักษณะภูมิประเทศ แหล่งน้ำ พืชพรรณ สามารถนำมาวิเคราะห์เพื่อเป็นข้อมูลสนับสนุนการสำรวจ ดังนี้</p>



<p class="wp-block-paragraph">1) การวิเคราะห์ลักษณะภูมิประเทศ สามารถใช้ข้อมูล DEM จากดาวเทียมและข้อมูลภาพ LiDAR แสดงเป็นแบบจำลองภูมิประเทศ 3 มิติ แสดงรูปร่าง ความสูงของภูมิประเทศ ทิศทางน้ำ เพื่อให้วิศวกรและนักธรณีวิทยาสามารถค้นหา ประเมินตำแหน่งที่เหมาะสมในการขุดเจาะ วางแผนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ตำแหน่งที่ตั้งของโรงกลั่น ท่อขนส่งน้ำมัน เป็นต้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">2) การสร้างแผนที่โครงสร้างทางธรณีวิทยา ภาพจากดาวเทียมที่มีความละเอียดสูงตรวจจับได้จากการสะท้อนคลื่นที่ตาของดาวเทียมมองเห็น (VNIR) ร่วมกับคลื่น (SWIR) ซึ่งสามารถตีความแนวรอยเลื่อน แอ่งตะกอน การเปลี่ยนแปลงของหิน รวมถึงกำหนดลักษณะเฉพาะของหินแต่ละประเภทมาเป็นตัวแปรเพื่อจำแนก อาจนำอัตราการระบายน้ำ สิ่งปกคลุมดินและสภาพแวดล้อมมาร่วมวิเคราะห์ ซึ่งบ่งชี้โครงสร้างทางธรณีวิทยาที่อาจเป็นแหล่งที่มีปิโตรเลียมสะสมอยู่</p>



<p class="wp-block-paragraph">3) การตรวจจับการรั่วซึมของปิโตรเลียม จากการการระเหยของไฮโดรคาร์บอนที่ซึมออกมาเหนือผิวดินหรือน้ำ รวมถึงติดตามความผิดปกติของพืชพรรณที่มีผลจากไฮโดรคาร์บอนที่ซึมมายังผิวดิน อาจทำให้พืชมีความผิดปกติ ผ่านการใช้ข้อมูลดาวเทียมติดตามความเปลี่ยนแปลงของค่าดัชนีพืชพรรณ (NDVI)</p>



<p class="wp-block-paragraph">จริงอยู่ว่าดาวเทียมอาจไม่สามารถฉายภาพของแหล่งปิโตรเลียมได้โดยตรงแต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า เทคโนโลยีอวกาศคือ ขุมกำลังสำคัญที่ทำให้คาดการณ์ได้ในเบื้องต้น คัดกรองพื้นที่เป้าหมายที่มีศักยภาพจากโครงสร้างธรณีที่น่าสนใจ ซึ่งอาจเป็นแหล่งสะสมปิโตรเลียม รวมถึงแร่ธาตุสำคัญเพื่อสนับสนุนข้อมูลการสำรวจภาคสนามโดยคลื่นไหวสะเทือนและการขุดเจาะในลำดับถัดไป ครอบคลุมถึงประเมินผลกระทบของสิ่งแวดล้อมจากการขุดเจาะปิโตรเลียม การรั่วไหลของสารพิษ การทรุดตัวของดิน ทำให้สามารถทำงานได้รวดเร็วและแม่นยำมากยิ่งขึ้น ลดความเสี่ยงในการลงทุน ช่วยให้การบริหารจัดการทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ร้อนจัด! GISTDA พัฒนาระบบ “พื้นที่เสี่ยงคนจมน้ำ” ติดตาม-เฝ้าระวัง ผ่านแอป “ LIFE DEE ”</title>
		<link>https://news.marineportal.gistda.or.th/2026/04/28/%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94-gistda-%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a-%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 28 Apr 2026 09:27:46 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารทั่วไป]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://news.marineportal.gistda.or.th/?p=1043</guid>

					<description><![CDATA[“การจมน้ำ” เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญระดับโลก รวมถึงในป [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://news.marineportal.gistda.or.th/wp-content/uploads/2026/04/test-819x1024.jpg" alt="ระบบพื้นที่เสี่ยงคนจมน้ำ" class="wp-image-1044" srcset="https://news.marineportal.gistda.or.th/wp-content/uploads/2026/04/test-819x1024.jpg 819w, https://news.marineportal.gistda.or.th/wp-content/uploads/2026/04/test-240x300.jpg 240w, https://news.marineportal.gistda.or.th/wp-content/uploads/2026/04/test-768x960.jpg 768w, https://news.marineportal.gistda.or.th/wp-content/uploads/2026/04/test-1229x1536.jpg 1229w, https://news.marineportal.gistda.or.th/wp-content/uploads/2026/04/test-1639x2048.jpg 1639w, https://news.marineportal.gistda.or.th/wp-content/uploads/2026/04/test-scaled.jpg 2048w" sizes="auto, (max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>



<p class="wp-block-paragraph">“การจมน้ำ” เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญระดับโลก รวมถึงในประเทศไทยที่เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการเสียชีวิตในกลุ่มเด็ก และกลุ่มผู้ใหญ่ โดยเกิดขึ้นมากในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงที่มีอากาศร้อนจัด และเป็นช่วงปิดภาคเรียน</p>



<p class="wp-block-paragraph">น่าห่วง! เพราะปีนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าในช่วงต้นเดือนเมษายน ดัชนีความร้อน (Heat Index)  หรืออุณหภูมิที่ร่างกายของคนเรารู้สึกได้จริง มีแนวโน้มสูงกว่าปีที่ผ่านมา และอาจพุ่งสูงถึง 52-60 องศาเซลเซียส ซึ่งอยู่ระดับ “อันตรายมาก” ต่อการใช้ชีวิตของประชาชนที่เป็นกลุ่มเสี่ยง  </p>



<p class="wp-block-paragraph">ทั้งนี้ตัวเลขจากกรมควบคุมโรค ( https://www.ddc.moph.go.th/ ) พบว่า ปี พ.ศ. 2568 ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำจำนวนสูงถึง 3,941 ราย หรือประมาณกว่า 10 คนต่อวัน กลุ่มเสี่ยงสูงสุดคือ เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี วัยทำงาน และผู้สูงอายุ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดเหตุใน “แหล่งน้ำเพื่อการเกษตรและแหล่งน้ำธรรมชาติ” และจังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด ส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ<br></p>



<p class="wp-block-paragraph">เพื่อเป็นเครื่องมือหนึ่งในการช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากคนจมน้ำของประเทศไทย ที่สอดรับกับมติสหประชาชาติด้าน Global Drowning Prevention และยุทธศาสตร์โลก ซึ่งตั้งเป้าลดการเสียชีวิตจากการจมน้ำลงร้อยละ 35 ภายในปี พ.ศ. 2578  ล่าสุด GISTDA หรือ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ได้ร่วมกับ กองป้องกันการบาดเจ็บ กรมควบคุมโรค พัฒนาระบบ “พื้นที่เสี่ยงคนจมน้ำ” ขึ้น เพื่อรับมือกับปัญหาสาธารณสุขที่มักจะรุนแรงขึ้นในช่วงฤดูร้อนและปิดภาคเรียน โดยนำเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมที่สามารถระบุแหล่งน้ำทั่วประเทศ บูรณาการร่วมกับข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาใช้ในการบริหารจัดการแหล่งน้ำอันตราย ผ่าน แอปพลิเคชัน “ LIFE DEE ”</p>



<p class="wp-block-paragraph">ดร.ฌานิกา  สุขวัฒนวิจิตร หัวหน้าฝ่ายความมั่นคงทางสังคม สำนักประยุกต์และพัฒนาภูมิสารสนเทศ GISTDA  กล่าวว่า จาก แอปพลิเคชัน “ LIFE DEE ” ซึ่ง GISTDA ต่อยอดมาจากแอปพลิเคชัน “เช็คฝุ่น” เพื่อเป็นแพลตฟอร์มที่รวมระบบรายงานสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ระบบประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพ และระบบบริการสุขภาพไว้ในที่เดียว เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงข้อมูลและบริการได้แบบเรียลไทม์ วันนี้ “ LIFE DEE ”  จะไม่ได้เป็นแค่แอปพลิเคชันที่ทำเรื่องของสาธารณสุขเพียงอย่างเดียว แต่กำลังขยับไปเรื่องของสังคมในภาพรวมมากขึ้น โดยเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของทุกคนให้ดีขึ้น  </p>



<p class="wp-block-paragraph">ในปีนี้ GISTDA จึงมีแผนในการปรับโฉมแอปพลิเคชัน “ LIFE DEE ” ใหม่ โดยมีการออกแบบให้เป็น Universal Design หรือการออกแบบเพื่อคนทุกคน เพื่อให้ผู้พิการหรือผู้สูงอายุ สามารถเข้าถึงการใช้งานได้อย่างเท่าเทียม สะดวกและปลอดภัย นอกจากนี้ยังมีแผนในการพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ ๆ เพิ่มเติม เพื่อเน้นย้ำถึงการทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น เช่น ระบบพื้นที่เสี่ยงคนจมน้ำ และการเข้าถึงบริการสาธารณะของผู้พิการที่จะเปิดให้บริการในเร็ว ๆ นี้  และเส้นทางอพยพและพื้นที่ปลอดภัยของกลุ่มผู้เปราะบาง ที่คาดว่าจะให้บริการได้ภายในเดือนกันยายนปีนี้</p>



<p class="wp-block-paragraph">พญ.ศิริรัตน์ สุวรรณฤทธิ์ ผู้อำนวยการกองป้องกันการบาดเจ็บ กรมควบคุมโรค กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า การบูรณาการข้อมูลด้านสาธารณสุขร่วมกับเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศของ GISTDA ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการป้องกันการจมน้ำของประเทศ โดยระบบ “พื้นที่เสี่ยงคนจมน้ำ” จะช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงพื้นที่ได้ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการวางแผนเชิงรุก ทั้งในด้านการเฝ้าระวัง การจัดการพื้นที่เสี่ยง และการสื่อสารความเสี่ยงไปยังประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการลดอัตราการเสียชีวิตจากการจมน้ำในระยะยาว ทั้งนี้ กรมควบคุมโรคมีแผนบูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับพื้นที่เพื่อให้มีข้อมูลสนับสนุนการดำเนินงานที่มีความแม่นยำและทันเวลา สามารถนำไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม และครอบคลุมทุกกลุ่มประชากรอย่างทั่วถึง</p>



<p class="wp-block-paragraph">ดร.จิรัติวัล เครือศิลป์  นักภูมิสารสนเทศชำนาญการ สำนักประยุกต์และพัฒนาภูมิสารสนเทศ ได้กล่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบ “พื้นที่เสี่ยงคนจมน้ำ” ว่าเริ่มต้นจากการนำร่องของจังหวัดเสี่ยงสูงในภาคอีสาน ในพื้นที่ของสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 จังหวัดนครราชสีมา (สคร. 9) เพื่อบอกถึงจุดแหล่งน้ำที่เสี่ยง และจุดแหล่งน้ำที่ได้ดำเนินการแก้ไขแล้ว เช่น มีป้ายเตือนและอุปกรณ์ช่วยชีวิต โดยชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่</p>



<p class="wp-block-paragraph">ปัจจุบันระบบพื้นที่เสี่ยงคนจมน้ำ มีข้อมูลครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ โดยข้อมูลในระบบจะแสดงถึงแหล่งน้ำขนาดเล็กในแต่ละพื้นที่ลงลึกได้ระดับอำเภอและจังหวัด และแยกระดับความเสี่ยงการจมน้ำเสียชีวิตย้อนหลัง ตั้งแต่ปี 2563-2567 โดยใช้ฐานข้อมูลของกองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ด้วยการแบ่งเกณฑ์พื้นที่เสี่ยงเป็นสีตามที่กรมควบคุมโรคกำหนด เช่น สีแดง เสี่ยงมากเพราะเคยมีผู้เสียชีวิตตั้งแต่ 5 รายขึ้นไป สีเขียว เสี่ยงน้อย เคยมีผู้เสียชีวิต 1 ราย นอกจากนี้ ยังสามารถระบุได้ถึงช่วงอายุของผู้เสียชีวิตในแต่ละพื้นที่ แยกได้ในแต่ละเดือน แต่ละปี</p>



<p class="wp-block-paragraph">ขณะที่ในภาคประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ผ่าน แอปพลิเคชัน “ LIFE DEE ” ซึ่งนอกจากจะมีข้อมูลพื้นที่เสี่ยงแล้ว ยังสามารถแสดงตำแหน่งที่ตั้งโรงพยาบาล ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง เพื่อขอความช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินอีกด้วย</p>



<p class="wp-block-paragraph"> นี่ก็คือ&#8230; อีกหนึ่งประโยชน์ของการนำเอาเทคโนโลยีอวกาศที่สามารถระบุถึงตำแหน่งของสถานที่สำคัญต่าง ๆ บนโลกใบนี้ มาประยุกต์ใช้ร่วมกับข้อมูลด้านสุขภาพและสาธารณสุข รวมถึงปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ   และเมื่อข้อมูลถูกนำมาบูรณาการร่วมกัน จะทำให้มองเห็นพื้นที่เสี่ยงภัยในด้านต่างๆ ทำให้เราสามารถวางแผน เฝ้าระวัง ป้องกัน และให้การช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>รอใช้ได้เลย “ระบบพยากรณ์ปริมาณคาร์บอนเครดิต” ฟีเจอร์ใหม่ จาก Carbon Atlas ตอบโจทย์คนอยากรู้ “ความคุ้มค่าก่อนจะลงทุน”</title>
		<link>https://news.marineportal.gistda.or.th/2026/04/22/%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%a2-%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%9e%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%93/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 22 Apr 2026 07:54:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวสารทั่วไป]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://news.marineportal.gistda.or.th/?p=1040</guid>

					<description><![CDATA[&#160;ในยุคโลกร้อน&#160;“ตลาดคาร์บอนเครดิต”&#160;เป็นหน [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="819" height="1024" src="https://news.marineportal.gistda.or.th/wp-content/uploads/2026/04/articleimg_2026033010004823587-819x1024.jpg" alt="" class="wp-image-1041" srcset="https://news.marineportal.gistda.or.th/wp-content/uploads/2026/04/articleimg_2026033010004823587-819x1024.jpg 819w, https://news.marineportal.gistda.or.th/wp-content/uploads/2026/04/articleimg_2026033010004823587-240x300.jpg 240w, https://news.marineportal.gistda.or.th/wp-content/uploads/2026/04/articleimg_2026033010004823587-768x960.jpg 768w, https://news.marineportal.gistda.or.th/wp-content/uploads/2026/04/articleimg_2026033010004823587-1229x1536.jpg 1229w, https://news.marineportal.gistda.or.th/wp-content/uploads/2026/04/articleimg_2026033010004823587.jpg 1500w" sizes="auto, (max-width: 819px) 100vw, 819px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading">&nbsp;ในยุคโลกร้อน&nbsp;<strong>“ตลาดคาร์บอนเครดิต”</strong>&nbsp;เป็นหนึ่งกลไกสำคัญในการส่งเสริมให้เกิดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ โดย&nbsp;<strong>“เปลี่ยนความพยายามในการลดการปลดปล่อยคาร์บอน ให้กลายเป็นรายได้หรือมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจ”</strong>&nbsp;สร้างแรงจูงใจในการดูแลรักษาทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน</h3>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp; &nbsp; &nbsp;ปัจจุบันตลาดคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย ซึ่งเป็นภาคสมัครใจ ถือว่าอยู่ในระยะเริ่มต้น และกำลังได้รับความสนใจจากองค์กรต่าง ๆ &nbsp;ที่ต้องการเตรียมความพร้อมตามนโยบายภาครัฐและเป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์กร อย่างไรก็ดี แม้ตลาดคาร์บอนเครดิตในประเทศไทยจะมีแนวโน้มในการเติบโต &nbsp;แต่ก็ยังมีข้อจำกัดทั้งจากการเป็นภาคสมัครใจ ที่ขาดแรงจูงใจทางกฎหมาย ความไม่แน่นอนของตลาดและพฤติกรรมการซื้อ-ขาย &nbsp; การขาดด้านความรู้ความเข้าใจในตลาดที่มีโครงสร้างซับซ้อน &nbsp;และต้นทุนในการพัฒนาโครงการที่สูงจนอาจไม่คุ้มทุนสำหรับโครงการขนาดเล็ก &nbsp;&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp; &nbsp; &nbsp;ดังนั้นคำถามสำคัญที่เชื่อว่า..ทุกคนโดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหม่ที่สนใจอยากจะมีรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิต อยากรู้ &nbsp;ก็คือ&nbsp;<strong>“ความคุ้มค่าก่อนที่จะลงทุน”&nbsp;</strong><br>และโจทย์คำถามนี้ &nbsp;กำลังจะมีคำตอบ !</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp; &nbsp; &nbsp;โดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA&nbsp;ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการนำเทคโนโลยีอวกาศมาประยุกต์ใช้กับการประเมินการกักเก็บคาร์บอนในภาคป่าไม้และการเกษตร และเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการประเมินคาร์บอนเครดิต โดยใช้ภาพถ่ายดาวเทียม ร่วมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ซึ่งได้รับการรับรองจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก.</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp; &nbsp; &nbsp;ล่าสุด&#8230; เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจและร่วมขับเคลื่อนตลาดคาร์บอนเครดิตในประเทศไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม &nbsp;GISTDA &nbsp;ได้พัฒนาระบบ&nbsp;<strong>“พยากรณ์ปริมาณคาร์บอนเครดิต”</strong>&nbsp;ขึ้น&nbsp; เพื่อตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายที่ต้องการทราบความคุ้มค่าก่อนการลงทุนในโครงการประเมินคาร์บอนเครดิต&nbsp;ทั้งนี้คาดว่าระบบฯ จะเสร็จสมบูรณ์ และเปิดให้ใช้บริการผ่าน แพลตฟอร์ม<strong>&nbsp;Carbon Atlas</strong>&nbsp;&nbsp;(<a href="https://carbonatlas.gistda.or.th/home">https://carbonatlas.gistda.or.th/home</a>) ได้ภายในปี 2569 นี้</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp; &nbsp; &nbsp;“คติวิช กันธา” &nbsp;หัวหน้าฝ่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม GISTDA&nbsp;เปิดเผยว่า&nbsp;ที่ผ่านมา GISTDA ได้พัฒนาแพลตฟอร์ม&nbsp;<strong>“Carbon Atlas”</strong>&nbsp;ขึ้น เพื่อเป็นแพลตฟอร์มประเมินคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้และการเกษตร ที่พัฒนาจากข้อมูลการสำรวจระยะไกลและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ครอบคลุมพื้นที่ป่าดิบเขา ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าชายเลนและสวนยางพารา โดยในแพลตฟอร์มดังกล่าวประกอบด้วย 2 ชุดข้อมูลสำคัญ ที่ GISTDA เก็บข้อมูลในปี 2565 และ2567 &nbsp; &nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp; &nbsp; &nbsp;ข้อมูลชุดแรกคือ พื้นที่สีเขียว ที่แสดงถึงต้นไม้ที่ช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ และมองเห็นได้จากข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม ซึ่งจากข้อมูลในปี 2567 พบว่าประเทศไทย มีข้อมูลพื้นที่สีเขียวทั่วประเทศกว่า 167 &nbsp;ล้านไร่หรือประมาณ 52% ของพื้นที่ทั้งประเทศ และเป็นพื้นที่สีเขียวในเมืองกว่า 13 ล้านไร่ หรือประมาณ 20% ของพื้นที่ในเมือง ส่วนอีกหนึ่งชุดข้อมูลคือ การกักเก็บคาร์บอน ที่ช่วยดูดซับก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศ</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp; &nbsp; &nbsp;ข้อมูลทั้ง 2 ชุดนี้ &nbsp;ปัจจุบันมีผู้ใช้งานหลักทั้งภาครัฐและเอกชน &nbsp; โดยในส่วนของพื้นที่สีเขียว หน่วยงานภาครัฐได้นำข้อมูลไปใช้เพื่อบริหาร จัดการ และวางแผนตามยุทธศาสตร์ชาติ &nbsp;และด้วยข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมที่มีความละเอียด 2 เมตรของ GISTDA ปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการนำไปวิเคราะห์เปรียบเทียบกับแผนที่ที่มีอยู่เดิมเพื่อให้เกิดความถูกต้องแม่นยำมากขึ้น&nbsp;นอกจากนี้พื้นที่สีเขียวยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการเมือง ปรับใช้กับการวางแผนจัดทำนโยบายการเพิ่มขึ้น &#8211; ลดลงของพื้นที่สีเขียวในมืองตามพื้นที่ที่แต่ละหน่วยงานรับผิดชอบ &nbsp;&nbsp;<br>ส่วนข้อมูลการกักเก็บคาร์บอน &nbsp;ปัจจุบันหน่วยงานภาครัฐและภาคธุรกิจ &nbsp;ได้มีการนำข้อมูลไปใช้งานเป็นรูปธรรม &nbsp;และเริ่มมีหน่วยงานเข้ามาใช้บริการ GISTDA ในการประเมินการกักเก็บคาร์บอนในภาคป่าไม้ และพื้นที่เกษตร &nbsp;เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่สามารถนำภาพถ่ายดาวเทียมมาวิเคราะห์และแปลตีความได้ &nbsp;</p>



<h3 class="wp-block-heading">“จากการเปิดตัวแพลตฟอร์ม&nbsp;Carbon Atlas&nbsp;และเริ่มให้บริการประเมินคาร์บอนเครดิตฯ ทำให้ GISTDA รู้ถึงโจทย์คำถามของผู้สนใจที่อยากจะเข้ามาเป็นผู้ขายในตลาดคาร์บอนเครดิต &nbsp;ส่วนใหญ่จะถามถึงค่าใช้จ่าย และความคุ้มค่าในการลงทุนก่อนจะตัดสินใจ จึงเป็นที่มาของการพัฒนาระบบที่จะสามารถพยากรณ์ปริมาณคาร์บอนเครดิต ในพื้นที่ต่างๆ ที่ลูกค้าอยากจะรู้ได้”&nbsp;</h3>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp; &nbsp; &nbsp;ระบบที่กำลังพัฒนาขึ้นนี้ &nbsp;จะสามารถพยากรณ์ได้ในระยะ 3 &nbsp;&#8211; 5 ปี เพื่อให้เจ้าของพื้นที่ เลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมในการขายเพื่อให้ได้กำไรสูงสุด โดยข้อมูลที่ใช้ในการประมวลผล เช่น ประเภทข้อมูล &nbsp;ขนาดพื้นที่ &nbsp;ลักษณะการเกาะกลุ่มของพื้นที่ และระยะเวลาที่คาดว่าจะขาย เป็นต้น &nbsp; ระบบจะคำนวณออกมาเป็นตัวเลขให้เห็นว่าในอนาคตจะขายได้เท่าไร เป็นต้นทุนเท่าไหร่ และจะมีกำไรเท่าไหร่&nbsp;โดยอ้างอิงราคาซื้อขายในไทย ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 500 &#8211; 3,000 บาทต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ระบบนี้เมื่อแล้วเสร็จจะนำไปให้บริการในแพลตฟอร์ม&nbsp;<strong>Carbon Atlas</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp; &nbsp; &nbsp;&#8230;ท่ามกลางเทคโนโลยีล้ำสมัยจำนวนมาก ที่หน่วยงานต่าง ๆ เริ่มนำมาใช้กับการประเมินการกักเก็บคาร์บอนในปัจจุบัน&nbsp;อะไรคือจุดเด่นของบริการจาก GISTDA ที่ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศเป็นหลัก</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp;คุณคติวิช บอกว่า&nbsp;<u>&nbsp;จุดเด่นของบริการจาก GISTDA มี 3 ข้อหลักคือ</u></strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">1. การมีข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม คุณภาพสูง ที่ใช้เป็นหนึ่งในการประเมินการกักเก็บคาร์บอน &nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">2. การใช้เทคโนโลยีทีทันสมัยอย่าง LiDAR ในการวัดความเจริญเติบโตของต้นไม้ในแปลงตัวอย่าง ได้อย่างถูกต้อง แม่นยำและมีประสิทธิภาพสูง &nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">และ 3. &nbsp;แบบจำลองการประเมินคาร์บอนด้วย AI ของ GISTDA ที่สามารถตรวจวัดได้ 5 ประเภทข้อมูล และครอบคลุมพื้นที่ทั้งประเทศ &nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp; &nbsp; &nbsp;อนาคต นอกจากการปรับปรุงแพลตฟอร์ม<strong>&nbsp;Carbon Atlas</strong>&nbsp;ด้วยการเพิ่มฟีเจอร์ พยากรณ์ปริมาณคาร์บอนเครดิตแล้ว ในปี 2569&nbsp;นี้ &nbsp;GISTDA ยังมีแผนที่จะขยายการใช้งานในกลุ่มดาวเทียมอื่น ๆ เพิ่มเติม เพื่อให้ได้ค่าที่ถูกต้องเพิ่มมากขึ้น เพื่อนำมาใช้กับแบบจำลองและจะนำ GeoSlam&nbsp;เครื่องสแกน 3 มิติแบบพกพา ที่สามารถเก็บข้อมูลได้รวดเร็วกว่าการใช้ 3D Scanner ถึง 4 เท่า มาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจวัด &nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp; &nbsp; &nbsp;นอกจากนี้ GISTDA ยังมีแผนขยายผลการใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่ได้ ทั้งพื้นที่สีเขียว การกักเก็บคาร์บอน และภาพถ่ายดาวเทียมหลายช่วงเวลาที่ GISTDA มีย้อนหลังไปถึง 50 ปี ซึ่งสามารถนำไปวิเคราะห์เรื่องความหลากหลายทางชีวภาพได้อีกด้วย.&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
